เทนชิน นาสึกาวะ รองแชมป์โลกอันดับ 1 รุ่นแบนตัมเวตของ WBC เตรียมกลับมาทวงแค้น ทาคุมะ อิโนอุเอะ เจ้าของเข็มขัดแชมป์โลก เพื่อนร่วมชาติ ในวันที่ 27 กันยายนนี้ ที่โตโยต้า อารีน่า โตเกียว ซึ่งทั้งคู่เคยพบกันมาแล้วเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ในไฟต์ชิงแชมป์โลกเส้นนี้ที่ว่างอยู่ ซึ่ง ทาคุมะ เป็นฝ่ายชนะคะแนน และทำให้ เทนชิน ต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งแรกในเส้นทางนักสู้รวม 55 ไฟต์ (มวยสากลและคิกบ็อกซิ่ง) หลังจากนั้นเขาใช้เวลาราว 10 เดือนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแก้มือในครั้งนี้ และประกาศชัดเจนว่าไฟต์นี้ต้องการเดินหน้าโจมตีอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายคือ “อัดให้ทรุด” และคว้าชัยด้วยการน็อคเอาท์ให้ได้
เทนชิน ยอมรับว่า สิ่งที่เขาต้องการเอาชนะมากที่สุดในไฟต์นี้ก็คือ ตัวของเขาเอง หลังจากความพ่ายแพ้ครั้งแรก เขาใช้ชีวิตและฝึกซ้อมอย่างหนักโดยมีวันที่ 27 กันยายนเป็นเป้าหมายมาตลอด พร้อมยืนยันว่า การเลือกเผชิญหน้ากับนักมวยที่แข็งแกร่งคือเส้นทางที่เขาต้องการเดิน แม้หากต้องการเพียงแชมป์โลก เขาก็สามารถที่จะเลือกเส้นทางอื่นได้จากทั้ง 4 สถาบันหลัก แต่สำหรับเขาแล้ว การท้าทายคู่ต่อสู้ระดับสูงคือความหมายของการเป็นนักมวยอาชีพ ซึ่งไฟต์แรกนั้นเขาทำได้ดีในช่วงต้นเกม แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับถูก ทาคุมะ ควบคุมจังหวะและเอาชนะไปด้วยคะแนน ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงให้ความสำคัญกับการรักษาสมาธิและการเคลื่อนไหวให้ต่อเนื่องตลอดทั้ง 12 ยก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม
เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา เทนชิน ได้ทำการซ้อมโชว์ต่อหน้าสื่อมวลชนที่ ไทเก้น ยิม ในกรุงโตเกียว โดยครั้งนี้ไม่มีการลงนวมโชว์เหมือนการพบกันในครั้งแรก แต่เน้นชกลม ต่อยเป้า และกระสอบทราย รวมทั้งหมด 5 ยก พร้อมแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องและรวดเร็วคล่องตัว ซึ่งเจ้าตัวให้ความสำคัญกับการลดช่วงที่ขาดหายไปของการเคลื่อนไหว เพราะที่ผ่านมาเขามักออกอาวุธเป็นจังหวะสั้น ๆ ที่ดูรวดเร็วและคม แต่ก็มีช่วงหยุดระหว่างการเคลื่อนที่ ครั้งนี้จึงต้องการให้ทุกอย่างเชื่อมต่อกันและรักษาสมาธิเอาไว้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันการลดน้ำหนักนั้นก็กำลังเป็นไปด้วยดี โดยปัจจุบันยังเกินอยู่ประมาณ 4 กิโลกรัม อย่างไรก็ดี แม้สื่อมวลชนบางส่วนจะมองว่าการเคลื่อนไหวของเขายังดูไม่หนักแน่นพอและอาจที่จะมีความเหนื่อยล้าให้เห็น แต่เทนชินก็ยืนยันว่าความรู้สึกของตัวเองกับสิ่งที่คนภายนอกมองเห็นนั้นแตกต่างกัน และนอกจากนั้นเขายังได้ฝึกตัวเองไม่ให้สมาธิหลุด เพราะหากเกิดการขาดช่วงเหมือนไฟต์แรก ซึ่งช่วงต้นยก 1-3 ทำได้ดี แต่เมื่อสมาธิหลุดแล้วกลับมาได้ยาก ก็อาจที่จะทำให้สถานการณ์พลิกอีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกอย่างเกิดขึ้นจากการกลับมาทำงานร่วมกับ ยูอิจิ คาซาอิ อดีตเทรนเนอร์ของ ไทเก้น ยิม และประธาน GLOVES Gym ซึ่งเริ่มเข้ามาดูแล เทนชิน นาสึกาวะ อีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม หลังความพ่ายแพ้ครั้งแรก โดย คาซาอิ มองว่าเทนชินนั้นพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนหลังไฟต์ที่ชนะ TKO ยก 9 เหนือต่อ ฮวน ฟรานซิสโก เอสตราดา อดีตแชมป์โลก 2 รุ่น ชาววเม็กซิกัน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องความเร็วและพละกำลัง ขณะเดียวกันเขายังปรับท่ายืนของเทนชินจากการลงน้ำหนักไปด้านหลัง ให้มีน้ำหนักไปทางด้านหน้ามากขึ้น โดยใช้การเคลื่อนไหวแบบ “มูนวอล์ก” ของ ไมเคิล แจ็กสัน เป็นตัวอย่างในการสอนให้ลงน้ำหนักบนหัวแม่เท้าและเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยให้เทนชินเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้เร็วกว่าเดิม และสามารถถ่ายน้ำหนักตอนออกหมัดได้มากขึ้น หากระหว่างการชกเทนชินหยุดเท้า คาซาอิจะตะโกนจากมุมว่า “มูนวอล์ก” เพื่อเตือนให้เขากลับมาเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับไฟต์รีแมทช์ครั้งนี้ เทนชิน ยังเตรียมที่จะเก็บความเป็นนักชกสายเอนเตอร์เทนเอาไว้ชั่วคราว โดยในไฟต์แรกหลังปล่อยหมัดซ้ายโอเวอร์แฮนด์เข้าเป้าในช่วงท้ายยกแรก เขาเคยหมุนแขนเป็นท่าฉลอง ให้กับคนดูได้ฮือฮา แต่ครั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ทำอีก เพราะไม่ต้องการให้สมาธิหลุดแม้แต่วินาทีเดียว ขณะที่ คาซาอิ มองว่าการชกมวยไม่จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า และการแสดงควรเอาไว้หลังจากคว้าแชมป์โลกได้แล้ว นอกจากนั้น ทีมของ ทาคุมะ ที่เดินทางมาชมการซ้อม ทั้ง เรียว คิตาโนะ, ยาสุฮิโระ ซูซูกิ และ โกกิ อิโนอุเอะ ต่างกล่าวเหมือนๆกันว่า ได้สังเกตเห็นพัฒนาการของเทนชินอย่างชัดเจน โดย คิตาโนะ มองว่าเทนชินดูมีแนวโน้มที่จะเดินเข้าหามากขึ้น ขณะที่ โกกิ เห็นว่าเทนชินมีการก้าวเท้าที่ดีขึ้น ส่วน ซูซูกิ ยังคงมั่นใจว่า ทาคุมะ จะสามารถปรับตัวรับมือได้แน่ ไม่ว่าเทนชินจะเลือกใช้รูปแบบใด ก็ตาม ขณะที่ทางเทนชินซึ่งรู้ดีว่าแฟนมวยส่วนใหญ่จะยังยกให้แชมป์โลกเป็นต่อ ก็ได้ยืนยันว่า จะใช้สถานการณ์ที่เหมือนกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเป็นแรงผลักดัน เพื่อพลิกทุกอย่างบนเวที และครั้งนี้เป้าหมายของเขาชัดเจนคือเดินหน้า “อัดให้ทรุด” และคว้าชัยชนะด้วยการน็อคเอาท์ให้ได้
Original Photo Credit: Tokyo Sports WEB

