By Boxing-Boy

วันที่ 20 กรกฎาคม 2026 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการมวยโลก เมื่อ "ไอ้หนุ่มหมัดเมา" ไดโกะ ฮิกะ อดีตแชมป์โลก WBC รุ่นฟลายเวตชาวญี่ปุ่น จะได้โอกาสขึ้นชิงแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวตที่กำลังจะว่างกับ ริกุ มาสึดะ นักชกกำปั้นหนักรุ่นน้อง ณ สังเวียน เรียวโงกุ โคคุงิกัง ซูโม่ อารีน่า ในกรุงโตเกียว

สิ่งที่ทำให้ไฟต์นี้มีความพิเศษไม่ใช่แค่การลุ้นกลับคืนสู่บัลลังก์โลกของฮิกะ แต่เป็นเพราะเขากำลังจะกลายเป็นนักชกคนแรกในยุค 4 สถาบันหลักที่ได้รับโอกาสชิงแชมป์โลกติดต่อกันถึง 4 ครั้งซ้อน โดยที่ไม่มีไฟต์คั่นกลาง และไม่เคยได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกเลยแม้แต่ครั้งเดียวระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว

เส้นทางอันน่าเหลือเชื่อนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน 2024 เมื่อฮิกะได้รับโอกาสให้ขึ้นชิงแชมป์โลก WBO รุ่นแบนตัมเวตกับ โยชิกิ ทาเค อดีตสตาร์ K1 โดยในยกที่ 11 ทาเคนั้นเป็นฝ่ายถูกกดลงไปนับจากหมัดอันหนักหน่วงของฮิกะ ทำให้เกมกลับมาสูสีและสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนมวยทั้งสนาม อย่างไรก็ตาม ฮิกะกลับหมดแรงไปดื้อๆในยกสุดท้าย ทำให้เมื่อครบ 12 ยก เขาจึงตกเป็นฝ่ายพ่ายคะแนนไปอย่างเฉียดฉิว 113-114 สองเสียง และ 112-115 อีกหนึ่งเสียง พลาดโอกาสคว้าแชมป์โลกไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นด้วยฟอร์มการชกที่สนุกดุเดือดหรืออย่างไรก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่เขาก็ได้รับโอกาสให้ชิงแชมป์โลกอีกในอีก 5 เดือนต่อมา และคราวนี้เป็นการข้ามมาชิงเข็มขัดของ WBA รุ่นเดียวกัน กับ เซยะ ซึซึมิ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025

ไฟต์ดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการชกที่ดุเดือดที่สุดแห่งปี เมื่อทั้งคู่ผลัดกันถูกสอยร่วงลงไปให้กรรมการนับในยกที่ 9 ก่อนที่จะแลกหมัดกันอย่างดุเดือดจนครบ 12 ยก และจบลงด้วยผลเสมอเอกฉันท์ 114-114 ทั้งสามเสียง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสมอกันเป็นครั้งที่สองของทั้งคู่ หลังจากเคยลงเอยแบบเดียวกันมาแล้วในปี 2020 แล้วนั้น การเสมอในครั้งนี้ก็ทำให้ฮิกะต้องชวดเข็มขัดแชมป์โลกไปอีกครั้งหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยผลการแข่งขันที่ไม่มีผู้ชนะ ประกอบกับความรู้สึกอิ่มตัวในอาชีพ ทำให้ฮิกะตัดสินใจประกาศแขวนนวมในเวลาต่อมา อีกทั้งซึซึมิเองก็ยังเป็นเพื่อนสนิทนอกสังเวียนของเขาอีกด้วย

แต่เรื่องราวยังคงไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อซึซึมิได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนสถานะเป็น "แชมป์โลกลาพัก" ส่งผลให้ อันโตนิโอ วาร์กัส แชมป์เฉพาะกาลชาวอเมริกัน ได้รับการเลื่อนสถานะขึ้นเป็นแชมป์โลกเต็มตัว

เมื่ออันดับโลกของเขายังไม่ตกลงมามากนัก และโอกาสครั้งที่สามก็มาถึงในเดือนกรกฎาคม 2025 ฮิกะจึงตัดสินใจกลับมาจากการรีไทร์ เพื่อขึ้นชิงแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวตอีกครั้งกับวาร์กัส

ไฟต์ดังกล่าวเต็มไปด้วยดราม่า เมื่อฮิกะส่งวาร์กัสลงไปให้กรรมการนับได้ก่อนในยกที่ 4 แต่กลับถูกนับคืนในยกสุดท้าย ก่อนที่จะจบลงด้วยผลเสมอ 113-113 ทั้งสามเสียง ทำให้พลาดเข็มขัดโลกอีกครั้งอย่างน่าเสียดาย และนำไปสู่กาแขวนนวมโดยพฤตินัยเป็นครั้งที่สองของเขาในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น อันดับโลกของฮิกะก็ค่อยๆหล่นลงไปถึงจนถึงอันดับ 5 ของ WBA ในเดือนเมษายน 2026 ก่อนที่จะขยับกลับขึ้นมาเป็นรองอันดับ 2 ในเดือนถัดมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาดใจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2026 เมื่อ เจสซี "แบม" โรดริเกซ สตาร์ดังชาวอเมริกัน เอาชนะน็อค อันโตนิโอ วาร์กัส ในยกที่ 6 พร้อมคว้าแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวตมาครองได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม เจสซี "แบม" โรดริเกซ มีแนวโน้มที่จะเดินหน้าสู่การชกรวบเข็มขัดกับ คริสเตียน เมดินา แชมป์โลก WBO ชาวเม็กซิกัน และมีโอกาสสูงที่จะได้รับการยกระดับเป็น ซูเปอร์ เวิลด์ แชมเปี้ยน ของ WBA ในอนาคตก่อนการชก ส่งผลให้มีการเปิดทางสู่การจัดชิงตำแหน่งแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวตที่กำลังจะว่างลงเส้นนี้อีกครั้ง

เดิมที เซยะ ซึซึมิ ซึ่งอยู่ในสถานะแชมป์โลกลาพัก จะได้รับสิทธิ์กลับมาชิงตำแหน่งดังกล่าวกับ ริกุ มาสึดะ รองอันดับ 1 คนปัจจุบันของรุ่น แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บบริเวณจมูกยังไม่หายดี ทำให้เขาต้องถอนตัวออกไป และนั่นเองที่เปิดโอกาสให้ ไดโกะ ฮิกะ ในฐานะรองอันดับ 2 คนใหม่ ได้รับสิทธิ์เสียบแทนในที่สุด

และนั่นคือจังหวะที่โชคชะตาหวนกลับมาเข้าข้างฮิกะอีกครั้ง

ในฐานะรองอันดับ 2 คนใหม่ เขาจึงได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันโดยไม่มีไฟต์อื่นคั่นกลาง กลายเป็นเจ้าของสถิติอันหาได้ยากที่สุดรายการหนึ่งในประวัติศาสตร์มวยสากลยุค 4 สถาบันหลัก

ไม่ว่าผลการแข่งขันกับมาสึดะจะออกมาเช่นไร ชื่อของ ไดโกะ ฮิกะ ได้ถูกจารึกไว้แล้วในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการมวยโลก ในฐานะนักชกผู้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคปัจจุบัน (ไม่รวมยุคโบราณที่ไม่ได้มีการบันทึกสถิติเอาไว้อย่างชัดเจน) กับเส้นทางการได้รับโอกาสชิงแชมป์โลกติดต่อกันถึง 4 ครั้ง โดยไม่มีไฟต์อื่นคั่นกลาง และไม่มีเข็มขัดแชมป์โลกคาดเอวเลยแม้แต่ครั้งเดียวระหว่างทาง

วันที่ 20 กรกฎาคมนี้ จึงไม่ใช่เพียงโอกาสในการกลับมาครองบัลลังก์โลกของอดีตแชมป์ฟลายเวตชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นบทสรุปของเรื่องราวอันเหลือเชื่อที่นำไปสู่การจารึกชื่อของ ไดโกะ ฮิกะ ไว้ในฐานะเจ้าของหนึ่งในสถิติโลกที่แปลกและน่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์มวยสากลอาชีพยุคใหม่

Original Photo Credit: Sankei Sports  
ใหม่กว่า เก่ากว่า