แชมป์โลก IBF รุ่น 108 ปอนด์ "เพชรโกศล กรีนซึดะ" เล็งศึกล้มแชมป์ หลังโชว์ฟอร์มป้องกันตำแหน่งได้อย่างยอดเยี่ยม
หมัดขวาอันหนักหน่วงของ เพชรโกศล กรีนซึดะ (40-1, 35 KO) ในการป้องกันแชมป์โลก IBF รุ่นจูเนียร์ฟลายเวตครั้งแรกของเขา ที่ โคราคุเอ็ง ฮอลล์ กรุงโตเกียว เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่เพียงที่จะส่ง เซร์คิโอ เมนโดซา คอร์โดบา (27-1, 23 KO) ผู้ท้าชิงชาวเม็กซิกันลงไปกองบนผืนผ้าใบเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปถึงวงการมวยโลกว่า แชมป์ชาวไทยรายนี้ไม่ใช่นักชกที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป
แม้จะถูกบรรดาเกจิทั่วโลกให้เป็นรองอย่างมากก่อนขึ้นชก แต่กำปั้นชาวไทยวัย 25 ปี กลับใช้เวลาไม่ถึง 2 ยก ในการจัดการคู่ชกอันตรายจากเม็กซิโก ที่ไม่อาจรับมือกับพลังหมัดอันดุดันของเขาได้เลย แม้ว่าเมนโดซานั้นจะลุกขึ้นมาได้หลังโดนนับเป็นครั้งที่สองก็จริง แต่ทว่าในที่สุดกรรมการก็ตัดสินใจยุติการชกลงอย่างเหมาะสม ขณะเหลือเวลาอีก 28 วินาทีในยกที่ 2 หลังจากที่นักชกเม็กซิกันเซถอยจนหลังพิงเชือกแบบไร้ซึ่งแววตา
หลังคว้าชัยชนะได้อย่างงดงาม เพชรโกศล ซึ่งปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 3 ของ The Ring ก็เริ่มที่จะมองไปถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม โดยในการให้สัมภาษณ์พิเศษหลังไฟต์ เจ้าตัวได้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า ต้องการเดินหน้าไล่ล่าทำศึกรวมแชมป์ในพิกัด 108 ปอนด์ โดยเขากล่าวว่า
ผมมีความสุขมากที่ได้เป็นหนึ่งในนักชก 5 อันดับแรกของรุ่นนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าตัวเองจะยังไม่ขยับรุ่นขึ้นไป เพราะผมอยากที่จะทำเป้าหมายให้ดีที่สุดในพิกัดนี้ และถ้ามีโอกาส ผมอยากที่จะคว้าแชมป์โลกของทุกสถาบันให้ได้
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่าทุกอย่างกำลังเปิดทางให้กับเพชรโกศลเป็นอย่างมาก หลังจากเจ้าตัวเพิ่งผ่านภารกิจการป้องกันแชมป์ภาคบังคับของ IBF ด้วยการเอาชนะเมนโดซามาได้เมื่อวันก่อน ส่วนแชมป์โลกอีก 2 รายในรุ่นเดียวกันอย่าง โชกิจิ อิวาตะ (16-2, 13 KO) และ เรเน ซานติอาโก (16-4, 9 KO) ก็เพิ่งผ่านไฟต์ในญี่ปุ่นมาเช่นกัน เพียงในช่วงรอบเดือนที่ผ่านมาเท่านั้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าแชมป์ทั้ง 3 คนอาจมีช่วงเวลาในการหวนคืนสังเวียนในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
สำหรับอิวาตะ เพิ่งจะผงาดขึ้นเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2 หลังเอาชนะ TKO8 (แตก)* น็อคเอาท์ ซีพีเอฟ (29-2, 11 KO) เจ้าของแชมป์ชาวไทย คว้าเข็มขัด ของ WBC มาครองได้สำเร็จเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นแชมป์โลกของ WBO ในรุ่นนี้มาก่อน
* เดิมทีมีการตัดสินให้อิวาตะเทคนิเกิลโดยคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ หลังจากน็อคเอาท์มีแผลแตกที่ตาซ้ายจนแพทย์สั่งยุติการชก และระบุว่าเกิดจากศีรษะชนกันโดยไม่เจตนา แต่หลังจากมีการวินิจฉัยใหม่จากหลักฐานทางคลิปวิดิโอซึ่งพบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากหมัด จึงมีการเปลี่ยนผลการชกให้เป็นชัยชนะในแบบ TKO ของอิวาตะแทน
อีก 18 วันต่อมา หรือในวันที่ 3 เมษายน เรเน "เอล ชูโล" ซานติอาโก นักชกวัย 34 ปีจากเปอร์โตริโก ก็คว้าชัยชนะในญี่ปุ่นได้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน หลังป้องกันแชมป์โลกรุ่นนี้ของ WBA และ WBO ได้สำเร็จ ด้วยการชนะคะแนนเอกฉันท์เหนือต่อ มาซาทากะ ทานิกูจิ (27-6, 15 KO) อดีตแชมป์โลก WBO รุ่นมินิฟลายเวต และดูเหมือนว่า "เอล ชูโล" เองก็มีความทะเยอทะยานในการล่าความยิ่งใหญ่เช่นกัน เพราะเขาได้โพสต์เรียกร้องไฟต์ล้มแชมป์โลก 3 สถาบันกับเพชรโกศล ผ่านทางโซเชียลมีเดียในทันทีที่แชมป์โลกชาวไทยคว้าชัยชนะได้อย่างสวยงาม
อย่างไรก็ตาม แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า ไฟต์ต่อไปของเพชรโกศลจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ทีมงานของเจ้าตัวได้ยืนยันว่า ไฟต์ต่อไปนั้นก็น่าที่จะยังเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับทาง โอฮาชิ โปรโมชั่นส์ ที่อยู่เบื้องหลังการจัดไฟต์ชิงและป้องกันแชมป์โลกทั้ง 2 ไฟต์ของเพชรโกศล
ผมคงต้องปรึกษากับทีมงานทั้งหมดในญี่ปุ่นก่อน แต่แน่นอนว่าเราต้องการขึ้นชกอีกครั้งให้เร็วที่สุด และแม้ว่าเราไม่ได้เซ็นสัญญากับ โอฮาชิ โปรโมชั่นส์ แต่ทุกการตัดสินใจของเราจะต้องหารือกับพวกเขาก่อน เพราะเราใกล้ชิดกันมานาน
โอคามิ โทระ (ภูมิ หมาป่าคันไซ) ผู้จัดการและเทรนเนอร์ของแชมป์โลกชาวไทยกล่าว
นอกจากเป้าหมายเรื่องการล้มแชมป์โลกแล้ว เพชรโกศลยังต้องแบกรับความหวังของวงการมวยไทยทั้งประเทศเอาไว้อีกด้วย เพราะหลังจาก น็อคเอาท ซีพีเอฟ พ่ายแพ้เสียแชมป์โลกดังกล่าว ปัจจุบันประเทศไทยจึงเหลือเขาเป็นแชมป์โลกเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากยุครุ่งเรืองในอดีต ที่นักชกอย่าง วีระพล นครหลวงโปรโมชั่น และ พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม เคยสร้างความยิ่งใหญ่เอาไว้รุ่นพิกัดเล็กๆของวงการมวยโลก
อย่างไรก็ดี แทนที่เพชรโกศลจะรู้สึกกดดันกับการเป็นแชมป์โลกชาวไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ เขากลับมองว่านี่คือแรงผลักดันสำคัญที่จะพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ซึ่งเขาได้เปิดใจว่า
มันเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมาก ผมเองอยากให้ชัยชนะของผมในครั้งนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้นักมวยคนอื่นๆในประเทศไทย ทำให้พวกเขามีความหวัง และช่วยฟื้นวงการมวยของไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนในอดีต
ช่วง 12 เดือนจากนี้ไป จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า เส้นทางบนเวทีโลกของนักชกชาวศรีสะเกษรายนี้ จะพาเขาไปไกลได้อีกแค่ไหน และที่โชว์รางวัลของเขาจะมีเข็มขัดเพิ่มขึ้นอีกกี่เส้น ยังต้องรอติดตามกันต่อไป
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ หลังจากผลงานอันยอดเยี่ยมในไฟต์ล่าสุดนี้ ครั้งต่อไปบรรดาเกจิคงต้องคิดหนักมากขึ้น ก่อนที่จะฟันธงให้ เพชรโกศล กรีนซึดะ เป็นมวยรองอีกครั้ง
Original Photo Credit: Naoki Fukuda via www.fightnews.com

