ไดสึเกะ ไนโตะ เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1974 ที่เมืองโทโยระ เขตอาบุตะ จังหวัดฮอกไกโด หลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในบ้านเกิด เขาตัดสินใจย้ายเข้าสู่กรุงโตเกียว เพื่อเดินหน้าสู่เส้นทางนักมวยอาชีพอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของ มิยาตะ ยิม
อย่างไรก็ตาม หากมองในสายตาแฟนมวยจำนวนไม่น้อย ไนโตะอาจไม่ได้ถูกจดจำในฐานะแชมป์โลกชาวญี่ปุ่นที่โดดเด่นนัก หลายเสียงมักสรุปเขาไว้เพียงว่าเป็นนักชกที่มีลูกเล่นนอกตำรา ใช้กลยุทธ์แปลกตา แต่ภาพรวมของสไตล์การชกกลับดูเรียบง่ายเกินไป
กระนั้น อีกด้านหนึ่งก็ยากจะปฏิเสธว่า ไนโตะได้เปล่งประกายอย่างแท้จริงจากไฟต์ที่เผชิญหน้ากับนักชกสองพี่น้องแห่งตระกูลคาเมดะ ที่ทำให้เขาถูกจดจำในฐานะ "นักชกฝ่ายธรรมะ" ในสายตาแฟนมวย ซึ่งยืนอยู่กันคนละขั้วกับคู่ชกของเขาอย่างชัดเจน และนั่นเองคือช่วงเวลาที่ชื่อของ ไดสึเกะ ไนโตะ ถูกฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของแฟนมวยชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
ในพื้นที่ของสนามมวย โคราคุเอ็ง ฮอลล์ กรุงโตเกียว บนผนังด้านข้างของทางเดินทั้ง 2 ฝั่งที่มุ่งสู่เวทีการต่อสู้ จะเรียงรายไปด้วยโปสเตอร์และภาพของการแข่งขันมวยรายการต่างๆมากมาย และหนึ่งในภาพที่หลายคนต้องหยุดชะงักยืนมอง ก็คือภาพที่มีนักมวยคนหนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่กลางเวที โดยมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวทีกำลังก้มลงดูอาการ
ซึ่งผู้ที่นอนอยู่ในภาพที่ถูกถ่ายเอาไว้ในวันที่ 19 เมษายน ปี 2002 นั้นก็คือ ไดสึเกะ ไนโตะ เมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปชิงแชมป์โลก WBC รุ่นฟลายเวตจังหวัดขอนแก่นในประเทศไทย และต้องแพ้น็อคหมดสติจากพลังกำปั้นของ "ไอ้หมัดสายฟ้าฟาด" พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม ภายในเวลาเพียง 34 วินาทีของแรก อันเป็นสถิติการน็อคเอาท์ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของการชิงแชมป์โลกในรุ่นฟลายเวตด้วย
อย่างไรก็ดี บนภาพนั้นกลับปรากฏคำโปรยว่า "THE GREAT RESURRECTION" หรือ "การคืนชีพอันยิ่งใหญ่" ซึ่งน่าสนใจยิ่ง ซึ่งสำหรับคนทั่วไปที่ได้อ่านอาจจะรู้สึกราวกับว่าเป็นคำโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อ เพราะจะมีนักมวยอาชีพคนไหนบ้างที่ยอมเผยจุดอ่อนที่สุดของตนเอง เพื่อที่จะกลับประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในไฟต์ต่อๆไป
แต่บางที วิธีคิดของชายคนนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ เพราะเขาไม่เคยปิดบังว่าเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มีพ่อ สมัยมัธยมต้นก็เคยถูกรังแกจนเกือบจะต้องล้มป่วย เรื่องราวอดีตที่หลายคนอยากปิดบัง เขาคนนี้กลับพูดถึงได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เพราะบางทีในส่วนลึกนั้นอาจมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ซ่อนอยู่ก็เป็นได้
ต่อให้แปดเปื้อนความอัปยศมากแค่ไหน ผมก็จะไต่เต้ากลับขึ้นมาให้ได้
ไนโตะใช้เวลา 2 ปีหลังความล้มเหลวในไฟต์ชิงแชมป์โลกครั้งแรก จนกลับมาคว้าแชมป์ญี่ปุ่น (JBC) ได้สำเร็จ และอีก 2 ปีต่อมา เขาก็คว้าแชมป์ระดับภูมิภาคอย่าง OPBF ได้อีกเส้น
แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ต้องพบกับความผิดหวังในการชิงแชมป์โลกจากพงษ์ศักดิ์เล็กอีกครั้งด้วยการแพ้เทคนิเกิลโดยคะแนนในยกที่ 7 ในการชกที่เวที โคราคุเอ็ง ฮอลล์ แห่งนี้
แต่สุดท้าย เมื่ออายุใกล้ 33 ปี ความฝันของเขาก็เป็นจริงจนได้ เมื่อเขาสามารถที่จะเอาชนะคะแนนพงษ์ศักดิ์เล็กได้สำเร็จในการพบกันเป็นหนที่ 3 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 2007 ที่เวที โคราคุเอ็น ฮอลล์ แห่งเดิม หยุดสถิติการป้องกันแชมป์โลก 17 ครั้งของนักชกชาวไทยลงได้ และคว้าเข็มขัดแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ
สิ่งที่ทำให้การชกของไนโตะไม่เหมือนใครก็คือ การใช้รูปแบบสลับการชกรุก–รับ ที่ไม่ได้เน้นรูปมวยที่สวยหรู แต่กลับมีลูกลับมากมายในการก่อกวนคู่ต่อสู้ ทั้งการจู่โจม การพลิกแพลง และการคุมระยะแบบพิสดาร สิ่งเหล่านี้เกิดจากความสามารถทางกายภาพที่โดดเด่นในตัวเขา ที่ได้รับการฝึกฝนเพื่อที่จะสามารถนำเอามาใช้ให้ได้ถูกที่ถูกเวลาจาก โนกิ โจจิ เทรนเนอร์คู่บุญของเขา (ที่มีลูกศิษย์รุ่นต่อมาอย่าง ไดโกะ ฮิกะ ที่ได้ครองแชมป์โลก WBC ในรุ่นฟลายเวตเช่นกัน)
สีสันในเส้นทางอาชีพของ ไดสึเกะ ไนโตะ เริ่มเด่นชัดขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไฟต์ป้องกันแชมป์โลกครั้งแรก กับนักชกจอมยียวนจาก เคี้ยวเอ ยิม อย่าง "ไอ้ซ่าส์เล็ก" ไดกิ คาเมดะ ผู้สร้างกระแสเรียกความสนใจจากมวลชนด้วยพฤติกรรมยั่วยุสารพัด โดยเฉพาะการตั้งฉายาให้ไนโตะว่า "ไอ้แมลงสาบ" เพื่อปลุกเร้าอารมณ์แฟนมวย
ซึ่งแม้ไดกิจะเป็นนักชกที่มีพลังหมัดอันตราย แต่ในเชิงชั้นเชิงและประสบการณ์ยังห่างจากแชมป์โลกอย่างไนโตะอยู่พอสมควร ส่งผลให้ไนโตะสามารถคุมเกมเอาไว้ได้ทั้งหมด ด้วยการโจมตีลำตัวอย่างต่อเนื่องและเก็บคะแนนเป็นกอบเป็นกำ
ทำให้เมื่อเห็นว่าหากยังชกตามรูปเกมเดิมมีแต่จะแพ้ ผู้ท้าชิงจึงเริ่มเปลี่ยนแผนไปเล่นนอกเกม ซึ่งทางสื่อต่างๆของญี่ปุ่นได้รายงานว่า มีทั้งการชกต่ำผิดกติกา ไปจนถึงเหตุการณ์อย่างการอุ้มแล้วทุ่มคู่ชกลงกับพื้น ส่งผลให้บรรยากาศภายในสนามตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันดำเนินไปจนครบยก ผลการตัดสินก็เป็นไปตามรูปเกม ชัยชนะคะแนนตกเป็นของ ไดสึเกะ ไนโตะ อย่างสมศักดิ์ศรี และภายหลังการชก ทีมงานของตระกูลคาเมดะยังถูกทางคณะกรรมการควบคุมการแข่งขันกีฬามวยแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JBC ลงโทษหลายรายการ
ขณะที่ไนโตะกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจากแฟนมวยตัวจริงและผู้ชมทั่วไป จนถูกยกให้เป็น "นักชกฝ่ายธรรมะ" และกลายเป็นขวัญใจของแฟนมวยชาวญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น
การป้องกันตำแหน่งครั้งต่อมาของไนโตะนั้นจบในแบบเสมอกันไปกับพงษ์ศักดิ์เล็กอดีตคู่ปรับเก่าชาวไทย ในการพบกันเป็นหนที่ 4
ตามมาด้วยการพลิกนรกในไฟต์กับ โทโมโนบุ ชิมิซึ นักชกสังกัด คาเนโกะ ยิม เพราะไฟต์ดังกล่าวเขามีคะแนนตามหลังผู้ท้าชิงจากกรรมการทั้ง 3 ท่าน ก่อนจะมาพลิกเกมเอาชนะน็อคไปได้ในยกที่ 10
จากนั้นเขาก็ป้องกันตำแหน่งกับ ชิงโงะ ยามากุจิ นักชกจาก วาตากาชิ ยิม ที่ห่างชั้นกับเขามาก ทำให้ไนโตะทำคะแนนนำห่าง ก่อนที่จะมาเอาชนะ TKO ไปได้ในยกที่ 10
แล้วก็ตามด้วยการบดเอาชนะคะแนน สยง เฉาจง อดีตแชมป์โลกรุ่นสตรอว์เวต WBC นักชกชาวจีนไปได้สำเร็จในท้ายที่สุด หลังจากที่พลาดจูบหมัดของแชมป์โลกคนแรกของจีนร่วงนับไปก่อนในยกที่ 6 ซึ่งไฟต์นี้เดิมมีกำหนดจะจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ แต่สุดท้ายต้องย้ายมาจัดขึ้นในโตเกียวอย่างกระทันหัน
ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2009 บนสังเวียน ไซตามะ ซูเปอร์ อารีนา ไดสึเกะ ไนโตะ ในวัย 35 ปี ขึ้นชกในไฟต์ที่หลายฝ่ายมองว่าเขาเริ่มขาดความเฉียบคมไปจากเดิม และสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ด้วยคะแนนเอกฉันท์ให้กับ โกกิ คาเมดะ พี่ชายคนโตของไดกิ คู่ปรับเก่า
ซึ่งเคยครองแชมป์โลก WBA รุ่นไลต์ฟลายเวตมาก่อน โดยในไฟต์นี้คาเมดะเตรียมแผนการชกมาอย่างรัดกุม สุขุมรอบคอบ และควบคุมจังหวะของเกมได้เหนือกว่า เมื่อครบยกจึงเป็นฝ่ายชนะคะแนนไป ส่งผลให้ไนโตะเสียแชมป์โลก WBC รุ่นฟลายเวต ในการป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 6 ของเขา
แม้ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หลังเกมไนโตะยังประกาศชัดเจนว่าจะกลับมาทวงคืนแชมป์โลกให้ได้ และในการคัมแบ็กไฟต์ เขาก็ทำได้เป็นอย่างดี ด้วยการเอาชนะน็อค เหลี่ยมเพชร ศ.วีระพล นักชกชาวไทย ลงได้ในยกที่ 5
อย่างไรก็ตาม หลังจากไฟต์ดังกล่าว ไนโตะกลับไม่หวนคืนสู่สังเวียนอีกเลย โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลที่ชัดเจน
Original Photos Credit: www.boxmpb.jp | Andrew Paterson YT Channel | NK Sports | fuji-san.txt-nifty.com |





